ชาหยาน และ ตำนานชาต้าหงเผา

Wuyi Yan Tea and The Legend of Da Hong Pao tea
ชาหยาน และ ตำนานชาต้าหงเผา

(photo : http://tea.dm111.com)
ได้เคยรีวิว ชาต้าหงเผา ไปแล้วครับ แต่ยังไม่ได้เล่าตำนานชาต้าหงเผาเลย , ปกตินั้น ชาอู่หลง จะมีประเภทที่หมักน้อยๆ ที่ภาษาฝรั่งมักจะเรียกว่า Green oolong tea ชาอู่หลงลักษณะนี้จะยังมีความเขียวอยู่ครับ ผมก็เลยถือโอกาสตั้งชื่อภาษาไทยให้มันว่า "ชาอู่หลงดิบ" เรียนแบบ ชาผู่เอ๋อดิม แฮ่ะๆๆ , ส่วนชาอู่หลงที่มักนานขึ้นและผ่านการอบไล่ความชื้นจนใบชาเปลี่ยนสี ฝรั่งเขาจะเรียกว่า Black oolong tea นั้น ผมก็ตั้งชื่อให้มันเหมือนกันครับ คือ "ชาอู่หลงสุก" ชาอู่หลงประเภทหลังนี้ จะหอมคล้ายกลิ่นคั่ว , ชาต้าหงเผา นั้นถือว่าเป็นชาอู่หลงประเภทอู่หลงสุกครับ ซึ่งชาอู่หลงสุกนั้น หากมาจากอู่อี๋ซาน ทางตอนเหนือ ของมณฑลฝูเจี้ยน จะเรียกว่า "ชาหยาน"(岩茶) บางคนอาจจะสงสัยว่า ชาหยานนั้นมันคืออะไร? 


 (Photo : http://hbswk.hbs.edu)
ชาหยาน (岩茶) หากแปลตรงตัว ก็จะแปลว่า ชาผา หรือ ชาภูผา เป็นชื่อเรียกของชาอู่หลงประเภทหนึ่งจากอู่อี๋ซาน ชาหยานจากอู๋อี๋ซานที่มีชื่อเสียงได้แก่ ต้าหงเผา (大红袍) , ไป๋จีกวน (白鸡冠) , เถี่ยหลัวฮั่น (铁罗漢) และ สุ่ยจินกุย (水金龟) .
ชาหยาน มีกระบวนการผลิตขั้นตอนหนึ่ง คือการ อบชา ด้วยถ่าน ในถังไม้ไผ่สาน หลายๆรอบ  เพื่อไล่ความชื้น กรรมวิธีนี้เอง ที่ทำให้ใบชานั้น แห้ง และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่อชงแล้วจะได้กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นคั่ว และหากพูดถึง ชาหยานแล้ว ชาที่นับได้ว่า เป็น ราชันย์แห่งชาหยาน ก็คือ ต้าหงเผา นั่นเอง

(Photo : http://www.wikimedia.org)
ตำนานชาต้าหงเผา แห่งอู่อี๋ซานนั้น ดูเหมือนจะมีหลายตำนานทีเดียวครับ บางตำนานก็อิงจากประวัติศาสตร์ แต่บางตำนานก็ออกแนวเทพนิยาย พูดมาตั้งเยอะแล้ว ยังไม่ได้บอกความหมายของ คำว่า "ต้า หง เผา" เลยนะครับ แต่เชื่อว่า ท่านที่พอรู้ภาษาจีน ก็คงจะรู้ความหมาย , "ต้า แปลว่า ใหญ่" , "หง แปลว่า แดง" (มิใช่แมนยูฯ) , "เผา แปลว่า เสื้อคลุม" ดังนั้น  ต้าหงเผา จึงแปลว่า "เสื้อคลุมแดงใหญ่" ฟังชื่อแล้วรู้สึกแปลกๆ หรือเปล่าครับ ชาอะไรชื่อ เสื้อคลุมแดงใหญ่ ไม่ใช่เราๆ ท่านๆ เท่านั้นที่รู้สึกแปลกกับชื่อชานี้


(Photo : http://www.wikimedia.org)
เพราะแม้แต่ ฮ่องเต้เฉียนหลง เมื่อได้ยินชื่อชานี้ก็รู้สึก จั๊กจี้อย่างไรพิกล จึงได้เตรียมพระราชาทานนามใหม่ให้กับชานี้ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้เปลี่ยน ยังคงใช้ชื่อ ชาต้าหงเผา จวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ถามว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ก็ต้องตอบว่า บังเอิญ เฉียนหลงฮ่องเต้ ได้ทรงทราบตำนานของชาต้าหงเผาครับ เลยรู้สึกประทับใจ จึงเปลี่ยนใจ ให้ใช้ชื่อเดิมต่อไป 





 (Photo : http://gsmm.eco.gov.cn)
 ตำนานที่เฉียนหลง ได้รับรู้นั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นตำนานใดนะครับ แต่แต่จะเป็นหนึ่งในตำนานที่จะเล่าต่อไปนี้
  
ตำนานที่ 1 กล่าวกันว่า ในสมัยราชวงศ์หมิง พระมารดาของฮ่องเต้ ทรงประชวร ด้วยอาการปวดศีรษะ หาหมอมารักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนกระทั้งพระมารดาของฮ่องเต้ ได้ดื่มชาจากอู่อี๋ซาน หลังจากนั้น อาการก็ทุเลาลง จนหายจากการปวดศีรษะ ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก จึงพระราชทาน ผ้าคลุมแดงผืนใหญ่ คลุมต้นชาทั้งหกต้น นัยว่าเป็นรางวัล ที่ทำให้พระมารดาทรงหายจาการประชวร จนเป็นที่มาของชื่อชาต้าหงเผา

ตำนานที่ 2 ตำนานนี้ออกแนวแฟนตาซีหน่อยครับ เรื่องราวมีอยู่ว่า มีหญิงชราคนหนึ่ง อาศัยอยู่พื้นที่อู่อี๋ซาน วันหนึ่งหญิงชรา ก็ไปเจอ ชายชราคนหนึ่ง เป็นลมล้มอยู่ นางจึงได้พากลับบ้าน ปฐมพยาบาล ให้ที่พักและอาหาร และในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ชายชราผู้นั้น กลับกลายเป็นเซียน ที่แปลงกายมาลองใจหญิงชรานั้น ด้วยจิตใจที่ดีงามของนาง เซียนจึงได้ปักไม้เท้าลงบนดิน งอกเงยเป็นต้นชา ภายหลังจากนั้น นางได้ลองเก็บใบชาจากต้น มาชงดื่ม ปรากฎว่า กลิ่นนั้นหอมหวล รสชาติเป็นเลิศ เรื่องราว ต้นชาวิเศษ จากไม้เท้าเซียน ล่วงรู้ไปถึงราชสำนัก ทางราชสำนักจึงสั่งให้ทหารมาถอนใบชานั้นไปปลูกในอุทยาน แต่ปรากฎว่า ต้นชาวิเศษนั้น กลับถอนตัวเองขึ้นจากดิน และล่องลอยมา ยืนต้น ณ ที่เดิม ในขณะที่ล่องลอยมานั้น ว่ากันว่าใบชาจากต้น ก็ปลิดปลิว ขยายใหญ่ขึ้นเป็นกลายเป็น เมฆสีแดง เป็นเสื้อคลุมแดงให้เซียนได้สวมใส่
 


(Photo : http://www.xiaomuwu.com.cn)
ตำนานที่ 3 อันนี้ออกแนวข้อเท็จจริงหน่อยครับ เนื่องจากต้นชาทั้งหกต้นนั้น ขึ้นบนหน้าผา ยากที่คนจะป่ายปีนขึ้นไปเก็บใบชา สมัยก่อน จึงใช้ลิงปีนขึ้นไปเพื่อเก็บใบชา และด้วยความที่ว่า คนที่ใช้ลิงขึ้นไปเก็บใบชานั้น มองไม่เห็นตัวลิง เนื่องจากต้นไม้ขึ้นรก เลยผูกผ้าแดงผืนใหญ่ให้ลิง เพื่อจะได้สังเกตุลิงได้ง่ายขึ้น ตำนานนี้ไม่ค่อยมีสีสรรเท่าไหร่ ส่วนตัวผมชอบตำนานที่สองนะครับ 



(Photo : http://news.xinhuanet.com) 
ต้นชาต้าหงเผา ต้นดั้งเดิมทั้งหกต้น ยังคงยืนต้นมาจนกระทั้งถึงปัจจุบัน รัฐบาลท้องถิ่น ประคบประหงมอย่างดี ว่ากันว่า สมัยก่อนนั้น เคยมีการทำบันไดหินขึ้นไปจนถึงต้นชา แต่เมื่อทางสะดวก คนก็ยิ่งขึ้นไปเก็บกันมาก ต้นชาไม่มีเวลาฟื้นตัว ซึ่งอาจจะทำให้ต้นชาตายได้ จึงมีการทุบบันไดหินทิ้ง การทำเช่นนั้น ก็จะเป็นการปกป้องต้นชาต้นดั้งให้อยู่รอดปลอดภัยต่อไป


(Photo : http://www2.wuyishan.gov.cn)
ชาต้าหงเผา จากต้นดั้งเดิมนั้น ผลผลิตต่อปีไม่มากครับ และแน่นอน แพงมหาโหดเลยทีเดียว บางทีมีเงินอย่างเดียวก็มิอาจจะซื้อหา เนื่องจากไม่ได้วางขายตามท้องตลาดครับ ต้องใช้วิธีประมูล ในปี 2005 ราคาประมูลเริ่มต้นที่ ขีดละ 20,000 บาท นี่แค่ราคาเริ่มต้นนะครับ ยังไม่ได้สู้ราคากันเลย ใบชาที่เก็บได้จากต้นดั้งเดิมนั้น ปีหนึ่ง อาจจะเก็บได้ไม่ถึง ครึ่งกิโลเสียด้วยซ้ำไป


(Photo : http://www.greatwuyi.com)
บางคนอาจสงสัยว่า อ้าว..แล้วแบบนี้ ต้าหงเผาที่ขายกันตามท้องตลาดมาจากไหน ก็เป็นชาที่ผลิตจากไร่ ใกล้ๆ ต้นดั้งเดิมนั่นแหละครับ เรียกว่าใกล้ต้นดั้งเดิมเท่าใด ราคาก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ใบชาจากต้นดั้งเดิมที่ประมูลได้ จะนำไปเป็นชาอ้างอิง ก็ประมาณว่า นำไปอ้างอิงรสชาติ ว่าต้าหงเผาแท้ๆ กลิ่น รส แบบนี้นะ แล้วพยายาม ทำให้ชาในไร่นั้นๆ มีกลิ่น และ รส ใกล้เคียงกับต้นดั้งเดิมมากที่สุด และบางส่วน ก็นำไปรับรองแขกบ้านแขกเมือง, เราๆ ท่านๆ ก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมากครับ บางทีชาก็แพงเพราะตำนานนี่แหละ ดื่มชาก็ต้องรู้จักตัวเอง อะไรที่เห็นว่าเกินตัว ก็ๆไม่คุ้มที่จะจ่ายครับ บางที ชาดีๆ ก็ไม่ได้แพงเกินจะซื้อหา ทุ่มไปมากๆ ประเดียวก็จะจนเพราะชา แฮ่ะๆๆๆ.
Article
by
"น้ำค้างหยกเก้าบุปผา"